ข่าวกิจกรรม

แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาเทศบาลตําบลคําน้ําแซบ

ข้อมูลเชิงสถิติการให้บริการประชาชน  ตามแบบคำร้องต่างๆ  กองช่างเทศบาลตำบลคำน้ำแซบ

เทศบาลตำบลคำน้ำแซบ  ประกาศเจตจำนงจะปฏิบัติหน้าที่และบริหารงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล ณ เทศบาลตำบลคำน้ำแซบ

 

เทศบาลตำบลคำน้ำแซบ คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ พนักงานส่วนตำบล พนักงานจ้าง ลูกจ้างร่วมถ่ายภาพการประกาศเจตจำนงสุจริตในการบริหารงาน ประจำปี พ.ศ. 2562 เพื่อแสดงออกว่าจะบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม มีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต และพร้อมที่จะได้รับการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานตามเจตจำนงทั้งต่อเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงาน และสาธารณชนภายนอกหน่วยงาน

 

 

เทศบาลตำบลคำน้ำแซบ ประกาศเจตจำนงค์สุจริตในการบริหารงาน

ข้อ ๑. เจตจำนงในการบริหารงานและหน่วยงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานและสาธารณชนภายนอกหน่วยงาน 
เพื่อเป็นการแสดงความตั้งใจหรือคำมั่นที่จะนำหน่วยงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม มีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต และพร้อมที่จะได้รับการติดตามตรวจสอบปฏิบัติตามเจตจำนงที่ได้แสดงไว้
ข้อ ๒. นโยบายในการพัฒนาองค์กรให้มีคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
กำหนดนโยบายในการพัฒนาองค์กรให้มีคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานของเทศบาลตำบลคำน้ำแซบ มุ่งมั่นพัฒนาหน่วยงานให้มีคุณธรรมและความโปร่งใสตามแนวทางการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ 6 ด้าน ดังนี้
๒.๑ ด้านความโปร่งใส เป็นการเปิดเผยข้อมูล รวมถึงการดำเนินการตามภารกิจหน้าที่ด้วยความสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
๑. มุ่งเน้นการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ มติ อย่างเคร่งครัด
๒. ให้ความสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานด้วยความโปร่งใสยึดหลักความสุจริต เที่ยงธรรม ถูกต้อง ตรวจสอบได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย
3 ให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน โดยยึดหลักความถูกต้อง สุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรม 
4 มุ่งเน้นการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส เที่ยงธรรม รวดเร็ว โดยยึดหลักความถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ มติ
๒.๒ ด้านความพร้อมรับผิด ผู้บริหารและพนักงานมีความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติงาน มีความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงาน พร้อมรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ และพร้อมรับผิดในผลการปฏิบัติงาน ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้
1. การกำหนดทิศทางและนโยบายของผู้บริหารหน่วยงานที่จะต้องมีเจตจำนงในการบริหารงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต และพร้อมรับผิดเมื่อเกิดความผิดพลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมว่าการขับเคลื่อนหน่วยงานจะเป็นไปอย่างมีคุณธรรมและธรรมาภิบาล
2. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต้องมีพฤติกรรมและทัศนคติที่แสดงถึงการปฏิบัติงานตามหน้าที่อย่างเต็มใจและเต็มประสิทธิภาพ
3. เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานในทุกขั้นตอนให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ อย่างครบถ้วนและเคร่งครัด กล้าหาญที่จะรับผิดชอบในผลการปฏิบัติงานของตนเอง
2.๓ ด้านความปลอดภัยจากการทุจริต ส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1. สร้างวัฒนธรรมในองค์กร เพื่อให้ผู้บริหารพนักงานไม่ทนต่อการทุจริต อายและเกรงกลัวต่อการทุจริต จนก่อให้เกิดวัฒนธรรมในการต่อต้านการทุจริตได้ตามหลักนิติธรรม ภาระรับผิดชอบโดยยึดหลักความถูกต้อง สุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรม
2. สอดส่องและป้องกันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานมิให้มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ เช่น การเรียกรับเงิน สิ่งของ หรือผลประโยชน์ใดๆ จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อแลกกับการปฏิบัติงานของตนเอง หรือการปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่/การใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเอง พวกพ้องของตน หรือผู้อื่นผู้ใด
3. สอดส่องและป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารมิให้มีพฤติกรรม ที่เข้าข่ายการทุจริตในเชิงนโยบาย ซึ่งมีลักษณะเป็นการทุจริตที่เกิดจากความสัมพันธ์เกื้อหนุนกันระหว่างผู้บริหารของหน่วยงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นหน่วยธุรกิจเอกชน เพื่อเอื้อผลประโยชน์ในสัญญาโครงการหรือสัมปทานของหน่วยงานแลกเปลี่ยนกับการกำหนดนโยบายหรือการอนุมัติใดๆ ของผู้บริหารของหน่วยงาน
๒.๔ ด้านวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร หน่วยงานภาครัฐมีการปฏิบัติราชการตามภารกิจของหน่วยงานที่ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรมตามประมวลจริยธรรม จรรยาวิชาชีพ และมีระบบการต่อต้านการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
๑. การปลูกฝัง สั่งสอน หรือถ่ายทอดแก่กันของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน เพื่อให้มีพฤติกรรมและทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงาน จนกลายเป็นแนวทางปฏิบัติประจำหรือวัฒนธรรมที่ดีของหน่วยงาน เป็นการกล่อมเกลาทางสังคม ให้ไม่ยอมรับพฤติกรรมการทุจริต จนกระทั่งไม่ทนต่อการทุจริต และก่อให้เกิดการลงโทษทางสังคม อันจะทำให้เกิดความอายหรือความกลัวที่จะกระทำการทุจริต
๒. การปลูกฝังและสร้างให้เกิดวัฒนธรรมทางความคิดแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมให้ได้ ซึ่งถือเป็นการป้องกันการทุจริตตั้งแต่รากฐานของพฤติกรรมการทุจริต
๓. กำหนดและจัดทำแผนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในหน่วยงาน
๔. การมีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลภายในที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเห็นความสำคัญและเกิดความตระหนักถึงผลของการทุจริต จนก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมในการร่วมต่อต้านการทุจริตได้
๒.๕ ด้านคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน ส่งเสริมให้ผู้บริหารและพนักงานปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
๑. การให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงาน โดยให้มีคู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
๒. การปฏิบัติงานตามคู่มือหรือมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ และจะต้องเป็นการปฏิบัติงานอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน
๓. การมีคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลภายในหน่วยงาน ทั้งในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล เช่น การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย พิจารณาความดีความชอบ เป็นต้น กระบวนการสร้างแรงจูงใจและความก้าวหน้าในสายงาน และในด้านพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่
๔. การมีคุณธรรมในการบริหารงบประมาณ การใช้จ่ายเงินงบประมาณจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส และจะต้องพิจารณาใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงานอย่างคุ้มค่ามากที่สุด
๕. การมีคุณธรรมในการสั่งงานหรือมอบหมายงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่จะต้องคำนึงถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้รับมอบหมายงาน มีความเป็นธรรมแก่ผู้รับมอบหมายงานทุกคนอย่างเท่าเทียม มีการสื่อสารและเอาใจใส่ ติดตามในการมอบหมายงานที่ได้มอบหมายไป ตลอดจนรับผิดชอบในผลของงานที่ได้มอบหมายไปด้วย
๖. การให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและส่งเสริมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน
๒.๖ ด้านการสื่อสารภายในหน่วยงาน เพื่อถ่ายทอดนโยบายทั้ง 5 ด้านดังกล่าวข้างต้น ให้ผู้บริหารและพนักงานทราบและถือปฏิบัติ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
1. สื่อสารประชาสัมพันธ์ในการถ่ายทอดนโยบายทั้ง 5 ด้าน ให้ผู้บริหารและพนักงานเกิดความตระหนักและให้ความสำคัญถึงการปฏิบัติงานตามหลักคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยวิธีการ/ช่องทางการสื่อสาร เช่น หนังสือสั่งการ การปิดประกาศ ประกาศทางเว็บไซต์ เป็นต้น
2. ให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสมีการสื่อสาร 2 ทาง โดยการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติตามนโยบาย 5 ด้านดังกล่าวข้างต้น เช่น การแสดงความคิดเห็นในห้องประชุมผู้บริหาร/พนักงาน เป็นต้น

รายงานผลการสำรวจความพึงพอใจการให้บริการ

 

ประกาศเปิดประชุมสภาเทศบาลตำบลคำน้ำแซบ สมัยสามัญ สมัย 4 ประจำปี 2561

 

ประกาศเรียกประชุมสภาเทศบาลตำบลคำน้ำแซบ สมัยสามัญ สมัย 4 ประจำปี 2561

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 20 ซึ่งจัดร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในระหว่าง พ.ศ. 2557–2560 ภายหลังการรัฐประหารในประเทศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร และมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ

สืบเนื่องจากรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 และการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ผ่านมา ทำให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญชุดแรก จำนวน 36 คน ซึ่งสมาชิกมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด มีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน[1] แต่ในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558 สภาปฏิรูปแห่งชาติ มีมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการฯ[2] ทำให้มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ จำนวน 21 คน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558 และมีมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน[3] โดยนับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่ผ่านการออกเสียงประชามติ ต่อจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยได้รับเสียงเห็นชอบท่วมท้นถึง 16.8 ล้านเสียง ต่อเสียงคัดค้าน 10.5 ล้านเสียง[4

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

 

ตราไว้ ณ วันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2560

 

เป็นปีที่ 2 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเป็นอดีตภาค 2560 พรรษา ปัจจุบันสมัย จันทรคตินิยม กุกกุฏสมพัตสร จิตรมาส ชุณหปักษ์ ทสมีดิถิ สุริยคติกาล เมษายนมาส ฉัฏฐสุรทิน ครุวาร โดยกาลบริเฉท

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลว่า นับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เป็นต้นมา การปกครองของประเทศไทยได้ดำรงเจตนารมณ์ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขต่อเนื่องมาโดยตลอด แม้ได้มีการยกเลิก แก้ไขเพิ่มเติม และประกาศใช้รัฐธรรมนูญเพื่อจัดระเบียบการปกครองให้เหมาะสมหลายครั้ง แต่การปกครองก็มิได้มีเสถียรภาพหรือราบรื่นเรียบร้อยเพราะยังคงประสบปัญหาและข้อขัดแย้งต่าง ๆ บางครั้งเป็นวิกฤติทางรัฐธรรมนูญที่หาทางออกไม่ได้ เหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่มีผู้ไม่นำพาหรือไม่นับถือยำเกรงกฎเกณฑ์การปกครองบ้านเมือง ทุจริตฉ้อฉลหรือบิดเบือนอำนาจ หรือขาดความตระหนักสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล ซึ่งจำต้องป้องกันและแก้ไขด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย และเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบคุณธรรมและจริยธรรมแต่เหตุอีกส่วนหนึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์การเมืองการปกครองที่ยังไม่เหมาะสมแก่สภาวการณ์บ้านเมืองและกาลสมัย ให้ความสำคัญแก่รูปแบบและวิธีการยิ่งกว่าหลักการพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่อาจนำกฎเกณฑ์ที่มีอยู่มาใช้แก่พฤติกรรมของบุคคลและสถานการณ์ในยามวิกฤติที่มีรูปแบบและวิธีการแตกต่างไปจากเดิมให้ได้ผล

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 จึงได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้เป็นหลักในการปกครอง และเป็นแนวทางในการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น โดยได้กำหนดกลไกเพื่อจัดระเบียบและสร้างความเข้มแข็งแก่การปกครองประเทศขึ้นใหม่ด้วยการจัดโครงสร้างของหน้าที่และอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ และสัมพันธภาพระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารให้เหมาะสม การให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต เที่ยงธรรมและมีส่วนในการป้องกันหรือแก้ไขวิกฤติของประเทศตามความจำเป็นและความเหมาะสม การรับรอง ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจนและครอบคลุมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยถือว่าการมีสิทธิเสรีภาพเป็นหลักการจำกัดตัดสิทธิเสรีภาพเป็นข้อยกเว้น แต่การใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เพื่อคุ้มครองส่วนรวม การกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชนเช่นเดียวกับการให้ประชาชนมีหน้าที่ต่อรัฐ การวางกลไกป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาดเพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ และการกำหนดมาตรการป้องกันและบริหารจัดการวิกฤติการณ์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตลอดจนได้กำหนดกลไกอื่น ๆ ตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 ระบุไว้ เพื่อใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติซึ่งผู้เข้ามาบริหารประเทศแต่ละคณะจะได้กำหนดนโยบายและวิธีดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งยังสร้างกลไกในการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นอย่างร่วมมือร่วมใจกัน รวมตลอดทั้งการลดเงื่อนไขความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศมีความสงบสุขบนพื้นฐานของความรู้รักสามัคคีปรองดอง การจะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ให้ลุล่วงไปได้จำต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประชาชนทุกภาคส่วนกับหน่วยงานทั้งหลายของรัฐตามแนวทางประชารัฐภายใต้กฎเกณฑ์ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและประเพณีการปกครองที่เหมาะสมกับสถานการณ์และลักษณะสังคมไทย หลักความสุจริต หลักสิทธิมนุษยชน และหลักธรรมาภิบาล อันจะทำให้สามารถขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างเป็นขั้นตอนจนเกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ทั้งในทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในการดำเนินการดังกล่าว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้สร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในหลักการและเหตุผลของบทบัญญัติต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญและความหมายโดยผ่านทางสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสารัตถะของร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเสนอแนะข้อควรแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก็ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุปในลักษณะที่ประชาชนสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวกและเป็นการทั่วไป และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียงลงประชามติปรากฏผลว่า ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมดังกล่าว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงดำเนินการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม และได้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการชอบด้วยผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในข้อความบางส่วน และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมาแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะบางประเด็นได้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ นายกรัฐมนตรีจึงนำร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ทรงพระราชดำริว่าสมควรพระราชทานพระราชานุมัติ

จึงมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ขึ้นไว้ ให้ใช้แทนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งได้ตราไว้ ณ วันที่ 22 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ตั้งแต่วันประกาศนี้เป็นต้นไป

ยาบ้า คืออะไร?

 

 

การแพร่ระบาดของยาบ้าในประเทศไทยนับวันยังคงมีความรุนแรงมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะไม่ลดลงเลย ซึ่งดูได้จากการบุกจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แต่ละครั้ง มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000 เม็ด บางครั้งมีจำนวนสูงถึง 100,00 - 1,000,000 เม็ด ซึ่งก็เป็นที่น่าตั้งคำถามเป็นอย่างยิ่งว่า มีการนำยาบ้าเหล่านี้ไปจำหน่ายที่ไหน และใครคือกลุ่มเป้าหมายของผู้ค้า ถึงต้องมีการลักลอบนำเข้ามาจำนวนมาก โดยในบทความนี้เราจะนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับยาบ้าที่ควรรู้ เพราะปัจจุบัน ยาบ้าเริ่มมาในรูปแบบอื่น ๆ ไม่ได้มีแค่แบบเม็ดสีส้มที่เราเคยเห็นกันอีกต่อ

ยาบ้า คืออะไร?


ยาบ้า มีชื่อเรียกอื่นอีกหรือไม่
?ยาบ้า เป็นสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่มีแอมเฟตามีนเป็นส่วนประกอบ โดยแอมเฟตามีนนี้แต่เดิม เคยนำมาใช้เพื่อการรักษาทางการแพทย์กับผู้ป่วยที่เป็นโรค Narcolepsy หรือโรคงีบหลับตลอดเวลาแบบไม่รู้ตัว รวมทั้งมีการนำมาใช้กับเด็กที่มีอาการไฮเปอร์ อยู่ไม่นิ่งและไม่สามารถควบคุมสมาธิในการเรียนได้ ซึ่งรูปแบบยาบ้าที่เรามักจะรู้จักกันในแบบทั่วไปนั้นคือ มีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ กลม ๆ คล้ายกับยาทั่วไป หนาประมาณ 3 มิลลิเมตร มีหลายสี แต่สีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือสีส้มและสีเขียว ปั๊มตรา WY และสัญลักษณ์อื่น ๆ มากมายแล้วแต่ใครเป็นผู้ผลิตยาล็อตนั้น ๆ

ในอดีตยาบ้า เคยถูกเรียกในชื่อของ "ยาม้า" เพราะเชื่อว่าเสพเข้าไปแล้วจะทำให้ขยัน คึกคัก มีเรี่ยวแรงกำลังวังชามาก แต่ในภายหลังเป็นที่รู้จักกันดีในนาม "ยาขยัน ยาแก้ง่วง" บางครั้งอาจจะมีการเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษไปเลยว่า "แอมเฟตามีน"

ส่วนผสมของยาบ้า และฤทธิ์ของยาบ้า

ส่วนผสมหลักที่สำคัญของยาบ้าคือ แอมเฟตามีน และเมทแอมเฟตามีน (เป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน) ซึ่งจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางด้วยการกระตุ้นประสาทนั่นเอง เมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย ฤทธิ์ของยาในช่วงแรก ๆ นั้นจะทำให้ผู้เสพมีอาการตื่นตัว หัวใจเต้นเร็วมากยิ่งขึ้น มีเรี่ยวแรงมาก ซึ่งส่งผลให้เมื่อทำงานจะมีความอึดมากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่เมื่อฤทธิ์ยาหมดจะส่งผลต่าง ๆ ต่อร่างกาย ซึ่งจะทำให้ผู้เสพรู้สึกทรมาน จนต้องหายามาเสพอยู่เรื่อย ๆ ถึงแม้จะรู้ว่าเสพมาก ๆ ไม่ใช่เรื่องดีก็ตาม

อาการของผู้ที่เสพติดยาบ้า

 
 

ผู้ที่มีอาการเสพติดยาบ้า ย่อมมีอาการและพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนทั่วไปปกติ โดยวิธีการสังเกตอาการของผู้ติดยาบ้านั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยจับตาดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนี้

  • มีแขนขาผอม ลีบลงไปจากเดิม มีใบหน้าดำคล้ำ (ที่ไม่ใช่ดำจากแดด) และขอบตาดำ
  • มีอาการอยู่ไม่นิ่ง ต้องรื้อค้นทำอย่างอื่นตลอดเวลา ทั้งที่ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้
  • มีกลิ่นตัวแรง และลมหายใจเหม็น จนไม่อยากเข้าใกล้
  • มีอาการแขน ขาสั่น สามารถตรวจสอบได้ด้วยการให้ยื่นแขนเหยียดตรงมาด้านหน้า หากสั่นรุนแรงให้สันนิษฐานไว้เลยว่ามีแนวโน้มจะเสพยาบ้า

หากตรวจสอบพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว พบว่ามีความผิดปกติ หรือมีแนวโน้มว่าจะมีการเสพยาบ้าจริง ๆ ลำดับต่อไปคือการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ลองทำทีเข้าไปค้นห้อง โดยเฉพาะบริเวณตามซอกต่าง ๆ ว่ามีอุปกรณ์สำหรับเสพยาบ้าหรือไม่ โดยเฉพาะเศษฟรอยด์ที่เป็นวิธีหลักในการเสพยาบ้า
  • ตรวจสอบเพื่อนฝูงที่ค้นหา ว่ามีแนวโน้มชักจูงกันไปเสพยาบ้าหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของการหายไปทั้งวันโดยอ้างว่าทำกิจกรรมต่าง ๆ เมื่อกลับมาก็มีอาการไม่อยากอาหารติดต่อกันเป็นเวลานาน

โทษของยาบ้าตามกฎหมาย

โทษของยาบ้าตามกฎหมายประเทศไทยนั้น แบ่งออกเป็นหลายกรณีมาก แต่ทุกกรณีก็มีบทลงโทษที่รุนแรง และส่วนมากมักจะไม่มีการรอลงอาญา เนื่องจากเป็นอาชญากรรมประเภทหนึ่งที่ทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

ผลิต นำเข้า ผู้ผลิตหรือนำเข้าจะต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่หากมียาบ้าเกิน 20 กรัม ถือว่าเป็นการผลิตเพื่อการจำหน่าย จะต้องได้รับโทษประหารชีวิต

ครอบครองเพื่อจำหน่าย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึงตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และปริมาณของยา แต่หากเกิน 100 กรัมขึ้นไป อาจมีโทษถึงประหารชีวิต

ครอบครอง (อย่างเดียว) หากมียาบ้าอยู่ในครอบครองไม่เกิน 20 กรัมมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี - 10 ปี แต่ถ้ามีเกิน 20 กรัมขึ้นไป จะเปลี่ยนเป็นครอบครองเพื่อจำหน่าย อาจมีโทษถึงจำคุกตลอดชีวิต

เสพ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และมีโทษปรับสูงสุดอยู่ที่ 1 แสนบาท ทั้งนี้ผู้ป่วยจะได้รับการบำบัดรักษาเพื่อให้หายขาดจากการเสพติดยาเป็นเวลา 3 เดือนร่วมด้วย

สถานบำบัดเพื่อต้องการเลิกเสพยา

1.สถาบันธัญญารักษ์ ติดต่อสายด่วน 1165

สถาบันแห่งนี้ได้รับความนิยมจากเหล่าผู้บำบัดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของยาที่จะช่วยขับล้างสารเสพติด มีคอร์สสั้น ๆ เพียง 1-2 วัน แล้วกลับมารักษาตัวที่บ้านต่อได้

2.ภูฟ้าเรสท์โฮม บ้านพักฟื้นเพื่อการเลิกยาเสพติด เบอร์โทรศัพท์ 063-908-2999

สถานที่แห่งนี้ คล้ายรีสอร์ทเหมาะกับการพักฟื้นของผู้ป่วย ใช้เวลาในการรักษาเพียง 14 วันเท่านั้น ได้รับการยอมรับจากกรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรมในเรื่องของการบำบัดผู้เสพยาเสพติด

3.สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก เบอร์โทรศัพท์ 036-266292

สถานที่แหงนี้จะเน้นในเรื่องของการใช้กำลังใจ และให้ยาเพื่อขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย

จะเห็นว่าโทษของยาบ้ามีความร้ายแรงมากมายเพียงใด ทั้งต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ครอบครองและผู้เสพ ทำลายชีวิตและอนาคตอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น เราพึงควรศึกษาข้อมูลและโทษจากยาเสพติดไว้ เมื่อได้รู้โทษเหล่านั้นแล้วก็ควรหลีกเลี่ยงการข้องเกี่ยวกับวงจรเหล่านี้เป็นดีที่สุด

 

 

 

เริ่มต้นก่อนหน้า123ต่อไปสุดท้าย
หน้าที่ 1 จาก 3

Poll

ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบเทศบาลตำบลคำน้ำแซบ มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานในโครงการก่อสร้าง ประเภทใดมากที่สุด ?
  • โหวต: (0%)
  • โหวต: (0%)
  • โหวต: (0%)
Total Votes:
First Vote:
Last Vote:

Map

สารสนเทศ สถ.

หน่วยงาน สถ.

ลิงค์น่าสนใจ